ลูกค้าโทรมาบอกว่าซื้อแล้วคะแนนไม่ขึ้น สิ่งแรกที่ต้องรู้คือระบบบันทึกรายการนั้นไว้หรือไม่ เพราะคำตอบจะแยกเรื่องออกเป็น 2 ทางทันที — ถ้ามีรายการแต่คะแนนเป็นศูนย์ คือเงื่อนไขโปรโมชั่นไม่เข้า ถ้าไม่มีรายการเลย คือรายการนั้นไม่ได้ผูกกับบัญชีสมาชิก บทความนี้เรียงลำดับการตรวจไว้ให้ครบ 5 ขั้น ใช้เวลาไม่เกิน 2-3 นาทีขณะที่ลูกค้ายังถือสายอยู่
⚡ ทางลัด:
บัญชีสมาชิก→Search / Detail→ ค้นหาลูกค้า →Point History→ เทียบวันเวลาและยอดกับใบเสร็จ
สิ่งที่ต้องมีก่อนเริ่ม
- ข้อมูลจากใบเสร็จของลูกค้า — วันและเวลา สาขา และยอดสุทธิ ทั้ง 3 อย่างนี้คือสิ่งที่ใช้เทียบกับระบบ ถ้าลูกค้าไม่มีใบเสร็จ ให้ถามอย่างน้อยวันที่และสาขา
- เบอร์โทรศัพท์หรือหมายเลขบัญชีสมาชิกของลูกค้า — ต้องเป็นเบอร์ที่ลูกค้าใช้ตอนสมัคร ไม่ใช่เบอร์ที่โทรเข้ามา
- สิทธิ์เปิดเมนู Account — บทบาทของคุณต้องมีสิทธิ์
Search / Detailในโมดูล Account หากเปิดหน้าค้นหาสมาชิกไม่ได้ ให้ดูสิทธิ์ของบทบาทตามบทความ "Role แต่ละแบบทำอะไรได้บ้าง" - สิทธิ์ดูโปรโมชั่น — ใช้ในขั้นที่ 3 เพื่อตรวจเงื่อนไขที่ควรให้คะแนนรายการนั้น หากไม่มีสิทธิ์ ให้ส่งข้อมูลจากขั้นที่ 1 และ 2 ให้ทีมที่ดูแลโปรโมชั่นตรวจต่อ
📌 ข้อควรรู้: การตรวจทั้ง 5 ขั้นเป็นการอ่านข้อมูลอย่างเดียว ไม่มีขั้นตอนใดเปลี่ยนคะแนนของลูกค้า การให้คะแนนย้อนหลังเกิดขึ้นในขั้นที่ 5 เท่านั้น และต้องผ่านการอนุมัติก่อนเสมอ
ไล่เช็คใน 5 ขั้นตอน
1. เปิด Point History ของลูกค้า แล้วดูว่ามีรายการหรือไม่
ไปที่เมนู บัญชีสมาชิก (Account) ทางแถบเมนูด้านซ้าย เลือก Search / Detail ค้นหาลูกค้าด้วยเบอร์โทรศัพท์หรือหมายเลขบัญชีสมาชิก แล้วเปิดหน้าข้อมูลของลูกค้าคนนั้น จากนั้นเลือก Point History
หน้านี้แสดงข้อมูล 4 ส่วน อ่านตามลำดับนี้
1. Account Balance ยอดคะแนนคงเหลือปัจจุบัน พร้อม Last Updated ซึ่งเป็นวันและเวลาที่ข้อมูลคะแนนถูกอัปเดตล่าสุด ถ้า Last Updated เก่ากว่าเวลาบนใบเสร็จ แปลว่ายังไม่มีอะไรเข้ามาหลังจากนั้น
2. Search and Filter ใช้กรองรายการด้วย Log ID Request No. Brand หรือ Branch กรองด้วยสาขาที่ลูกค้าซื้อจะเห็นภาพเร็วที่สุด
3. Point History Table 1 แถวคือรายการคะแนน 1 รายการ มองหาแถวที่วันเวลาตรงกับใบเสร็จ
4. ปุ่มในคอลัมน์ View Detail กดเพื่อเปิดหน้า Billing History ของรายการนั้น ใช้ยืนยันว่ายอดที่ระบบบันทึกตรงกับใบเสร็จจริง

ผลของขั้นนี้แยกทางเดินต่อออกเป็น 2 แบบ
2. ถ้าไม่มีรายการเลย ตรวจว่ารายการนั้นผูกกับบัญชีสมาชิกจริงหรือไม่
เมื่อไม่มีแถวใดตรงกับใบเสร็จ แปลว่ายอดซื้อนั้นไม่เคยถูกส่งเข้ามาในนามของลูกค้าคนนี้ ให้ไล่ถามตามนี้
- ลูกค้าแจ้งเบอร์หรือสแกนบัตรสมาชิกที่หน้าร้านหรือไม่ — ถ้าจ่ายเงินโดยไม่ได้แจ้ง รายการนั้นจะไม่มีเจ้าของ
- เบอร์ที่แจ้งตรงกับเบอร์ที่ใช้สมัครหรือไม่ — ค้นหาด้วยเบอร์ที่ลูกค้าบอกอีกครั้ง ถ้าระบบขึ้นบัญชีคนละใบ คะแนนอาจเข้าอีกบัญชีหนึ่ง
- ลูกค้าสมัครสมาชิกสำเร็จแล้วหรือยัง — หากค้นหาแล้วไม่พบบัญชีเลย แปลว่าการสมัครยังไม่สมบูรณ์
- สาขาที่ซื้อเชื่อมต่อกับระบบแล้วหรือไม่ — ลองกรองตาราง
Point Historyด้วยสาขานั้น ถ้าลูกค้ามีรายการจากสาขาอื่นแต่ไม่เคยมีจากสาขานี้เลย ให้แจ้งทีมที่ดูแลการเชื่อมต่อสาขา
ถ้าคำตอบทั้ง 4 ข้อยืนยันว่ารายการนั้นควรผูกกับบัญชีของลูกค้าอยู่แล้ว ให้ข้ามขั้นที่ 3 ไปที่ขั้นที่ 5 ได้เลย เพราะไม่มีรายการให้ตรวจเงื่อนไขโปรโมชั่น
3. ตรวจเงื่อนไขของโปรโมชั่นที่ควรให้คะแนนรายการนั้น
ถ้ามีแถวอยู่แต่คะแนนไม่เข้า สาเหตุอยู่ที่เงื่อนไขโปรโมชั่น เปิดเมนู โปรโมชั่น (Promotion) แล้วดูโปรโมชั่นที่ควรครอบคลุมรายการนี้ ตรวจ 4 อย่างตามลำดับ

ตัวอย่างที่ทำให้ลูกค้าโทรมาบ่อยที่สุด โปรโมชั่นตั้งไว้ว่าใช้จ่ายครบ 50 บาทได้ 1 คะแนน และใช้จ่ายครบ 1 บาทได้ 1 SP Point (คะแนนระดับสมาชิก) ในโปรโมชั่นเดียวกัน
- ลูกค้าจ่าย 40 บาท — ไม่ได้ทั้งคะแนนและ
SP Pointเพราะยอดไม่ถึงขั้นต่ำของโปรโมชั่นนั้น - ลูกค้าจ่าย 100 บาท — ได้ 2 คะแนน และ 100
SP Point
📌 ข้อควรรู้: เมื่อยอดไม่ถึงขั้นต่ำ ลูกค้าจะไม่ได้รับ
SP Pointด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ได้คะแนน ประโยคนี้ใช้อธิบายลูกค้าได้ตรงที่สุดเมื่อลูกค้าถามว่าทำไมซื้อแล้วไม่มีอะไรขึ้นเลย
4. ถ้าลูกค้าใช้รหัสสะสมคะแนน ให้ลูกค้าสแกนซ้ำเพื่ออ่านเหตุผล
กรณีที่ลูกค้ารับคะแนนด้วยการสแกนรหัสสะสมคะแนนจากกล้องมือถือ ระบบจะบอกเหตุผลเองเมื่อสแกนอีกครั้ง ให้บอกลูกค้าว่าสแกนรหัสเดิมซ้ำได้เลย แล้วอ่านข้อความบนหน้าจอให้ฟัง เหตุผลที่ระบบแจ้งมี 4 แบบ
- เคยรับคะแนนจากรหัสนี้เรียบร้อยแล้ว — ให้ตรวจ
Point Historyตามขั้นที่ 1 ว่ามีรายการเข้ามาแล้วในเวลาใด รหัส 1 ใบใช้ได้ครั้งเดียว - รหัสหมดอายุแล้ว — เกินวันหมดอายุที่ตั้งไว้ตอนสร้างรหัส
- รหัสถูกยกเลิกแล้ว — มีการยกเลิกรหัสชุดนั้นจากฝั่งระบบหลังบ้าน
- ติดปัญหาทางเทคนิคบางประการ — กรณีนี้ให้เก็บภาพหน้าจอของลูกค้าไว้ แล้วส่งต่อให้ทีม DeepBLOK ที่ดูแลแบรนด์ของคุณ

