ระบบนี้ใช้คำที่ฟังคล้ายกันอยู่หลายคู่ และหลายครั้งคำเดียวกันยังถูกเรียกต่างกันในแต่ละหน้าจออีก คนที่เพิ่งเข้ามาใช้จึงมักติดอยู่ที่ศัพท์ก่อนจะได้ลงมือทำจริง หน้านี้รวบรวมคำที่เจอบ่อยไว้เป็นตระกูล ให้อ่านทีเดียวเห็นความสัมพันธ์ ไม่ต้องไล่หาทีละหน้า และปิดท้ายด้วยรายการคำที่หมายถึงสิ่งเดียวกันแต่เขียนไม่เหมือนกัน
⚡ ทางลัด:
Creditคือชื่อรวมของคะแนน → แยกเป็นPointสำหรับแลกของรางวัล กับSP Pointสำหรับเลื่อนระดับ ·Rewardคือสิ่งที่ลูกค้าแลก ·Couponคือคูปองที่ได้มาหลังแลก ·Coupon Bucketคือบัคเค็ท ที่เก็บคูปองเหล่านั้น
ตระกูลคะแนน: Credit, Point และ SP Point
คำที่สร้างความสับสนมากที่สุดคือคู่ Credit กับ Point เพราะทั้ง 2 คำแปลว่า "คะแนน" ได้เหมือนกันในภาษาพูด แต่ในระบบไม่ใช่คำเดียวกัน
Credit เป็นชื่อรวม ของสิ่งที่ระบบให้กับสมาชิก ส่วนจะเป็นชนิดไหนกำหนดด้วย Credit code เวลาเจอช่อง Credit Amount จึงต้องดู Credit code ประกอบด้วยว่ากำลังให้อะไรอยู่
อยากรู้ว่าแบรนด์ของคุณมีคะแนนกี่ชนิด ดูได้ที่ ตั้งค่าระบบ → การจัดการเครดิต ซึ่งเปิดหน้า Credit List เป็นตารางสั้น ๆ ที่แต่ละแถวคือคะแนน 1 ชนิด โดยทั่วไปมี 3 ชนิด
🚨 คะแนนแต่ละชนิดตั้งวันหมดอายุแยกกันได้ คอลัมน์ Credit Expiration ในตารางนี้เป็นค่าของชนิดนั้นชนิดเดียว ไม่ใช่ค่ารวม ดังนั้น Point กับ Tier Point หมดอายุคนละแบบได้ เวลาลูกค้าถามว่าคะแนนหมดอายุเมื่อไร ต้องถามกลับก่อนว่าหมายถึงคะแนนชนิดไหน
SP ย่อมาจาก SPending บางหน้าเขียนย่อว่า SP Point บางหน้าเขียนเต็มว่า SPending Point ทั้ง 2 คำหมายถึงตัวเดียวกัน
📌 ข้อควรรู้: รหัสอย่าง SP_POINT เป็นค่าของระบบ แต่ชื่อที่แสดงเป็นชื่อที่แบรนด์ตั้งได้เอง จึงเห็นคำเรียกยอดเดียวกันได้หลายแบบ ดูชื่อของแบรนด์ตัวเองได้ที่ ตั้งค่าระบบ → การจัดการเครดิต
ความต่างที่ต้องจำมีข้อเดียว คือ Point ใช้แลกของรางวัล ส่วน SP Point ใช้ไต่ระดับ ลูกค้าคนหนึ่งจึงมีสองยอดพร้อมกันได้ และการแลกของรางวัลไม่ทำให้ระดับสมาชิกตกลง เพราะคนละยอดกัน
ตระกูลของรางวัล: Reward, Coupon และ Coupon Bucket
3 คำนี้อยู่ในเส้นทางเดียวกัน แต่คนละจุด เข้าใจลำดับแล้วจะไม่สับสนอีก
ลำดับคือ ลูกค้าใช้คะแนนแลก Reward จากนั้นเมื่อกดใช้ ระบบจะแสดง Coupon Code ที่ผูกกับ Reward ชิ้นนั้นของลูกค้าคนนั้น และคูปองที่ระบบหยิบมาให้นั้นมาจาก Coupon Bucket ซึ่งหน้าจอภาษาไทยเรียกว่า บัคเค็ท เป็นที่เตรียมคูปองไว้ล่วงหน้า
วิธีตั้งโควตาและวันหมดอายุของของรางวัลอยู่ในวิธีตั้งวันหมดอายุและโควตาของรางวัล
ที่ต้องระวังคือ ของรางวัลหลายชิ้นดึงคูปองจากถังคูปองเดียวกันได้ ดังนั้นคูปองในถังคูปองจึงถูกแบ่งกันใช้ ไม่ได้ผูกกับของรางวัลชิ้นใดชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ
ตระกูลกลุ่มลูกค้า: Tier, Segment และ Target List
3 คำนี้ล้วนหมายถึง "กลุ่มลูกค้า" แต่สร้างขึ้นคนละวิธี และใช้คนละงาน
1. Tier — ระดับสมาชิก เป็นระดับที่ลูกค้าไต่ขึ้นไปตามการใช้จ่าย เช่น Bronze Silver Gold ระบบเลื่อนระดับให้เองตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ไม่ได้จัดกลุ่มด้วยมือ ใช้บ่อยที่สุดในการกำหนดว่าใครเห็นของรางวัลชิ้นไหน
2. Segment — กลุ่มที่สร้างจากเงื่อนไข เป็นกลุ่มที่สร้างเองโดยตั้งเงื่อนไข แล้วระบบคัดคนที่เข้าเงื่อนไขมาให้ ใช้กับแคมเปญเจาะกลุ่ม ต่างจาก Tier ที่เป็นเรื่องระดับ
3. Target List — รายชื่อที่อัปโหลดเข้าไป เป็นรายชื่อเลขบัญชีสมาชิกที่อัปโหลดเป็นไฟล์ .csv เพื่อจำกัดว่าใครเห็นของรางวัลชิ้นนั้น ต่างจาก 2 แบบแรกตรงที่ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย เป็นรายชื่อตายตัวที่คุณระบุเอง
คำที่เจอในรายงานและบนหน้ากระดาน
1. Earn และ Burn Earn คือคะแนนที่แจกออกไปให้ลูกค้า ส่วน Burn คือคะแนนที่ลูกค้าใช้ไปแล้ว 2 คำนี้เป็นคู่ตรงข้ามและปรากฏทั้งในชื่อรายงานและในชื่อการ์ดบนหน้าแดชบอร์ด
2. Float Point คือคะแนนที่แจกออกไปแล้วแต่ลูกค้ายังไม่ได้ใช้ พูดง่าย ๆ คือคะแนนที่ยังค้างอยู่กับร้าน เป็นตัวเลขที่ควรจับตา เพราะเป็นภาระที่รอถูกใช้เมื่อไรก็ได้
3. Void คือรายการที่ถูกยกเลิก ใช้แยกรายการที่ยกเลิกแล้วออกจากรายการปกติ เช่นรายงาน Reward Use and Cancel ซึ่งแยกให้เห็นว่าของรางวัลที่แลกไปถูกใช้จริงหรือถูกยกเลิก
4. EOD และ EOM เป็นคำเรียกรอบของข้อมูล EOD ย่อมาจาก End of Day คือรอบรายวัน ส่วน EOM ย่อมาจาก End of Month คือรอบรายเดือน ในหน้า ศูนย์รายงาน ซึ่งมีวิธีใช้อยู่ในวิธีดาวน์โหลดรายงานจากศูนย์รายงาน รอบนี้สะท้อนอยู่ในช่องระบุช่วงเวลา รายงานบางฉบับให้ระบุเป็นช่วงวันที่ บางฉบับให้ระบุเป็นเดือน ส่วนชื่อรายงานในระบบปัจจุบันไม่ได้ขึ้นต้นด้วย 2 คำนี้แล้ว หากพบชื่อรูปแบบนั้นในเอกสารเก่า ให้เทียบกับรายชื่อในหน้า ตั้งค่ารายงาน อีกครั้ง
5. Redeemed และ Used Redeemed คือจำนวนครั้งที่ลูกค้ากดแลกของรางวัลด้วยคะแนน ส่วน Used คือจำนวนที่ถูกใช้จริงที่หน้าร้าน 2 ตัวเลขนี้ไม่เท่ากันได้ และช่องว่างระหว่างกันคือของรางวัลที่แลกไปแล้วแต่ยังไม่มีใครเอาไปใช้
คำเดียวกันที่เขียนไม่เหมือนกันในแต่ละหน้าจอ
จุดนี้ทำให้คนสับสนมากพอ ๆ กับตัวศัพท์เอง เพราะบางเรื่องถูกเรียกหลายชื่อขึ้นกับว่าอยู่หน้าไหน
ระดับสมาชิก ถูกเรียกสามชื่อ คือ ประเภทบัญชี (Account Type) ในแถบ การตั้งค่า Loyalty · ระดับปัจจุบัน (Current Tier) ในแถบ ประสิทธิภาพสมาชิก · และ Member Tiers บนหน้าแดชบอร์ด ทั้งสามหมายถึงเรื่องเดียวกัน
คะแนนที่แจกและที่ถูกใช้ บนหน้าแดชบอร์ด กราฟใช้ชื่อ Point Movement (Point Earn) และ Point Movement (Point Burn) แต่การ์ดตัวเลขข้าง ๆ ใช้ชื่อสั้นกว่าว่า Point Earns และ Point Burns เป็นเรื่องเดียวกัน
ถังคูปอง ถูกเรียกหลายชื่อ คือเมนูฝั่งไทยเขียนว่า คูปอง ฝั่งอังกฤษเขียนว่า Coupon · หัวข้อหน้ารายการเขียนว่า รายการบัคเค็ท (Coupon Bucket List) · รหัสของตัวถังคูปองเองเขียนว่า รหัสบัคเค็ท (Bucket Code) · ส่วนฝั่งของรางวัลเรียกไม่เหมือนกัน คือช่องเลือกในแท็บ การตั้งค่ารางวัล เขียนว่า ถังคูปอง (Coupon bucket) และแถวที่บอกจำนวนคงเหลือเขียนว่า คูปองคงเหลือในถัง (Codes left in bucket) ทั้งหมดหมายถึงกองคูปองกองเดียวกัน
เจ้าของรางวัล เมนูสำหรับสร้างเรียกว่า การจัดการพันธมิตร วิธีสร้างอยู่ในสร้างพันธมิตรสำหรับของรางวัลจากแบรนด์อื่น แต่ช่องในหน้าของรางวัลเขียนว่า แบรนด์ / พาร์ทเนอร์ เพราะรายการเดียวกันนั้นเก็บทั้งแบรนด์ตัวเองและพันธมิตรภายนอกไว้ด้วยกัน

✅ ตรวจสอบความเข้าใจ: ลองตอบ 3 ข้อนี้โดยไม่เลื่อนกลับขึ้นไป ลูกค้าแลกของรางวัลแล้วระดับสมาชิกตกไหม · คูปองที่ลูกค้าได้มาหลังกดใช้ของรางวัลเรียกว่าอะไร · และ Float Point หมายถึงคะแนนแบบไหน ถ้าตอบได้ทั้ง 3 ข้อ แปลว่าจับหลักของศัพท์ชุดนี้ได้แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: SP ใน SP Point ย่อมาจากอะไร
ตอบ: ย่อมาจาก SPending ระบบเขียนคำเดียวกันนี้ไว้ 2 แบบ หน้า Compensation และ Adjustment เขียนเต็มว่า SPending Point ในรายการ Credit code ส่วนหน้าตั้งค่าโปรโมชั่นเขียนย่อว่า SP Point หน้าที่ของมันคือใช้ไต่ระดับสมาชิก เป็นยอดคนละก้อนกับคะแนนที่ใช้แลกของรางวัล แต่หน้า Edit Reward ตั้งราคาของรางวัลด้วย SP_POINT ได้ จึงไม่ใช่ว่าแลกของรางวัลไม่ได้
ถาม: ลูกค้าแลกของรางวัลแล้วระดับสมาชิกจะตกลงหรือไม่
ตอบ: ไม่ตก การแลกของรางวัลตัดจากยอด Point ส่วนระดับสมาชิกคิดจากยอด SP Point ซึ่งเป็นคนละยอดกัน ลูกค้าจึงแลกของรางวัลได้โดยไม่กระทบระดับที่ไต่มา เป็นคำตอบที่บอกลูกค้าได้ทันที
ถาม: Credit code มีกี่ชนิด
ตอบ: ไม่มีจำนวนตายตัว เพราะเป็นรายการที่ตั้งเพิ่มได้ หน้า ตั้งค่าระบบ → การจัดการเครดิต มีปุ่ม Create Credit อยู่มุมบน ซึ่งเป็นที่มาของชนิดใหม่ ๆ ชนิดที่มากับระบบและพบในแทบทุกแบรนด์คือ POINT กับ SP_POINT ส่วนชนิดอื่นขึ้นกับว่าแบรนด์นั้นตั้งอะไรไว้ หากต้องการรายชื่อจริงของแบรนด์ตัวเอง ให้เปิดหน้า การจัดการเครดิต ซึ่งไล่ให้ครบทุกชนิดพร้อมวันหมดอายุของแต่ละชนิด
ถาม: Segment กับ Target List ใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ: ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะสร้างคนละวิธีและใช้คนละที่ Segment สร้างจากเงื่อนไขและใช้กับงานเลือกกลุ่มเป้าหมาย ส่วน Target List เป็นไฟล์รายชื่อที่อัปโหลดเข้าไปเพื่อจำกัดผู้เห็นของรางวัลชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ
ขั้นตอนถัดไป
ถ้าคู่คำที่ยังไม่ค่อยชัดคือ Reward กับ Coupon ขั้นถัดไปคืออ่านฉบับเต็มของคู่นั้น เพราะ 2 คำนี้ไม่ได้ต่างกันแค่ความหมาย แต่ยังต่างกันที่ลำดับการสร้างด้วย และสร้างผิดลำดับจะเสียเวลาย้อนกลับมาแก้
อ่านต่อ

